ในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีศาสตร์แห่งประเทศไทย (GIT) ได้ออกประกาศเตือนนักลงทุนถึงความผันผวนของตลาดเพชรที่อาจเกิดขึ้นในปี 2025 แม้จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในตลาดเพชรไซส์เล็กและเพชรสีแฟนซี แต่เพชรขนาดใหญ่และคุณภาพสูงกลับเผชิญกับแรงกดดันจากทั้งปัจจัยอุปทานและอุปสงค์ที่ซับซ้อนขึ้น รายงานฉบับเต็มของ GIT ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มองหาผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวในสินทรัพย์ที่เคยถูกมองว่า ‘มั่นคง’ เสมอมา
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมากล่าวถึงคือ การปรับตัวของ ‘ราคากลางเพชร 2026’ ซึ่งคาดว่าจะมีการประเมินใหม่โดยหน่วยงานระหว่างประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาในตลาดโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ นักวิเคราะห์จาก GIT ให้ความเห็นว่า ปัจจัยนี้มาจากเทคโนโลยีการผลิตเพชรสังเคราะห์ที่พัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นในราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าเดิม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต้องการเพชรธรรมชาติ โดยเฉพาะในกลุ่ม ‘เพชรกะรัต’ ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราและสถานะทางสังคม การเข้ามาของเพชรสังเคราะห์ที่มีคุณภาพเทียบเท่า แต่ราคาต่างกันลิบลับ กำลังสร้างคำถามใหม่ให้กับผู้เล่นในตลาด
ในขณะเดียวกัน แบรนด์เครื่องประดับระดับโลกอย่าง ทิฟฟานี่ แอนด์ โค (Tiffany & Co.) ได้ออกมาประกาศกลยุทธ์ใหม่ โดยหันมาเน้นการจัดแสดงเพชรที่มีแหล่งที่มาโปร่งใสและมีจริยธรรมมากขึ้น ซึ่งเป็นการตอบรับกระแสความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน ทว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ก็ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า การเพิ่มต้นทุนในการตรวจสอบและรับรองแหล่งที่มา จะส่งผลต่อกลยุทธ์การตั้งราคาและการทำกำไรของแบรนด์ รวมถึงมูลค่าการลงทุนในเพชรเก่าที่มีประวัติที่ไม่ชัดเจนอย่างไรในอนาคต
ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน นายสมศักดิ์ เจริญทรัพย์ ผู้จัดการกองทุนอัญมณีส่วนบุคคลจาก Wealthy Gem Fund ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษว่า “ตลาดเพชรในปี 2025 จะเป็นปีแห่งความท้าทาย แต่ก็เต็มไปด้วยโอกาสสำหรับนักลงทุนที่เข้าใจ ‘หลักการเลือกซื้อเพชรเพื่อการลงทุนและการเก็งกำไรระยะยาว’ สิ่งสำคัญคือการมองข้ามเพชรในฐานะ ‘อัญมณี’ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองเป็น ‘สินทรัพย์’ ที่มีปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง” เขาย้ำว่า ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลอย่างรอบด้าน และพิจารณาปัจจัยนอกเหนือจากแค่ ‘ความสวยงาม’ ของเพชร
คำถามที่ว่า “ซื้อเพชรลงทุนคุ้มไหม?” จึงไม่ใช่คำถามที่สามารถตอบได้ด้วยคำตอบเดียวอีกต่อไป แต่มันขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ ความรู้ และการปรับตัวของนักลงทุนแต่ละคน ผู้ที่สามารถอ่านเกมตลาดออก มองเห็นแนวโน้ม และเลือกเพชรที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของตลาดในอนาคต จะยังคงสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างงดงาม ตรงกันข้าม ผู้ที่ยึดติดกับแนวคิดการลงทุนแบบเดิมๆ อาจเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
สรุปแล้ว ปี 2025 สำหรับตลาดเพชรจะเป็นปีที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด บทบาทของเทคโนโลยีใหม่ มาตรฐานทางจริยธรรม และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค จะเป็นตัวกำหนดทิศทางว่าเพชรยังคงเป็น ‘โอกาสทอง’ หรือกลายเป็น ‘กับดัก’ สำหรับนักลงทุน การทำความเข้าใจบริบทเหล่านี้อย่างถ่องแท้ จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการลงทุนในอัญมณีล้ำค่านี้
